ค.ศ. 2900

       ‘ไมลา’ แมวที่เคยเกิดและตายมาแล้วหลายศตวรรษได้ใช้ไปแล้วแปดชีวิตจนบัดนี้เหลือเพียงชีวิตที่เก้า กำลังเร่ร่อนพเนจรไปท่ามกลางซากปรักหักพัง ในโลกอันถูกทำลายสิ้นด้วยวิวัฒนาการอันเคยพัฒนาอย่างสุดโต่งของปัญญาประดิษฐ์ ไมลาอยู่รอดมาอย่างโดดเดี่ยวลำพัง ไม่เคยรู้จักเพื่อน ไม่เคยเข้าใจชีวิต ไม่เคยพบเห็นผู้ใดอื่นนอกจากตัวมัน

       ยามตะวันรุ่งวันนี้พิเศษแปลกไป ขณะเดินอยู่ในโลกอันเงียบร้าง อยู่ ๆ ไมลาก็ได้ยินเสียงนกร้อง เป็นเสียงพิเศษ มีพลังเปี่ยมล้นราวกับเป็น ‘เสียงแห่งชีวิต’ ไมลาไม่เคยได้ยินเสียงแบบนี้ แต่คลับคล้ายคลับคลาเหมือนว่าแปดชีวิตที่ผ่านมาอาจเคยได้ยินมาก่อน ไมลาเงี่ยหูฟังแล้วเดินตามเสียงไป จนได้เห็นนกกระจอกน้อยตัวหนึ่ง กำลังเกาะพักพลางส่งเสียงร้องจิ๊บ ๆ ดังสลับเบา ราวกับมีเรี่ยวแรงไม่คงที่ ไมลาปราดเข้าไปหา ผูกมิตรสนทนา จนรู้ว่านกกระจอกน้อยนี้ชื่อว่า ‘IS (อีส)’ เป็นนกปัญญาประดิษฐ์- AI ตัวเดียวที่หลงรอดมาจากคลังแสง สร้างนกอีกล้านล้านตัวเมื่อหลายศตวรรษก่อน อีสคือคลัง AI ศูนย์รวมข้อมูลชีวิตของมนุษย์ที่แมวเก้าชีวิตอย่างไมลาไม่เคยรู้จักมันจึงถามอีสว่าชีวิตมนุษย์นั้นเป็นเช่นไร

       อีสใกล้จะหมดพลังงานเต็มทีแล้ว เพราะมันกำลังเหลือเพียงพลังงานสำรองไม่มากนัก
แต่มันก็ทั้งฉายภาพและเล่าให้ไมลาฟังถึงชีวิตและมนุษย์ ผ่านวรรณกรรมหลายเรื่องในคลังข้อมูลของมัน วรรณกรรมเหล่านั้นเป็นกระจกสะท้อนความเป็นมนุษย์อันซับซ้อนสับสน ให้ไมลาเข้าใจ ทั้งความร่าเริงสดใสเปี่ยมพลังเชิงบวกยามเป็นมนุษย์เด็กน้อย จนเมื่อเติบโตมีอารมณ์ซับซ้อนปนเปทั้งสุขและโศก ทุกข์ระทมขมขื่น ยามที่มนุษย์ดิ้นรนผจญสารพัดปัญหาเพื่อการอยู่รอดและเติบโต ในโลกที่เคยมีความโหดร้ายรุนแรง การแบ่งแยกกีดกัน และการใช้อำนาจข่มเหงกันจนอาจเป็นที่มาของโลกอันล่มสลายในยามนี้

       อีสเล่าเรื่องผ่านเวลา รุ่ง เช้า มืด ค่ำ คืน แล้วก็หยุดนิ่งไป ไม่ขยับฉายภาพสิ่งใดอีก ใน ‘ครู่’ ขณะแห่งห้วงเวลานั้น ไมลาได้ครุ่นคิดคำนึง ตรองจนเข้าใจแล้วว่าความเป็นมนุษย์และชีวิตเป็นเช่นไร มันยิ้มอ่อนโยนออกมาเป็นครั้งแรก แล้วพูดว่า

” ฉันเริ่มเข้าใจชีวิตมนุษย์แล้ว
ขอบใจนะ อีส “

แต่อีสจะฟื้นคืนมาขยับเคลื่อนไหวพูดได้อีกหรือไม่
ขึ้นอยู่กับไมลาว่ามันจะหาทางปลุกคืนชีพให้อีกชีวิตหนึ่ง
เพื่อมาเป็นสหายของมันในโลกอันแล้งร้างนี้ได้ไหม